การตลาดเชิงรุก หรือ Aggressive Marketing

การตลาดเชิงรุก หรือ Aggressive Marketing คือการดำเนินการเชิงรุกเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของผู้ซื้อ การตลาดเชิงรุกนั้นโดดเด่นด้วยการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการขาย
การตลาดเชิงรุกเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกกลยุทธ์ในการขยายตัวของแบรนด์/บริษัท ต้นกำเนิดของการตลาดเชิงรุกมาจากแนวคิดการตลาดที่ถูกพัฒนาขึ้นในระหว่างกระบวนการเสริมสร้างการตลาดในเชิงปฏิบัติการ แสดงถึงการรุกในเชิงพาณิชย์ที่จำเป็น
การตลาดเชิงรุกตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎที่ว่าด้วยแรงกดดันจากผู้ขายที่เพียงพอ ตลาดก็จะสามารถเปิดรับได้ทุกอย่าง Jean-Jacques Lambin ได้กำหนดการตลาดเชิงรุกเอาไว้ว่าเป็น “ความพยายามที่จะบีบอุปสงค์ให้เป็นอุปทาน” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำลายตัวเองของบริษัท การตลาดเชิงรุกนั้นยังขัดกับจริยธรรมของการตลาดและก่อให้เกิดการต่อต้านจากองค์กรผู้บริโภคและหน่วยงานสาธารณะหลายแห่ง
ข้อบ่งชี้ทั่วไปของการตลาดชนิดนี้ คือ การตกต่ำของราคาสินค้าอย่างรวดเร็ว, แบนเนอร์โฆษณาประเภท “โทรมาเลยตอนนี้”, ข้อเสนอประเภท “ซื้อชิ้นแรกรับชิ้นที่ 2 ฟรี” และเทคนิคการตลาดทางตรงอื่นๆหลายวิธี
เป้าหมายคือ “การผลักดันตลาด” ด้วยการกระทำเชิงรุก (หรือแม้แต่การติดสินบน) โครงสร้างการส่งเสริมการขายทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่การโน้มน้าวลูกค้า ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในจุดนี้สูงได้ถึง 60% ของราคาโปรเจค สิ่งที่ใกล้เคียงกับการตลาดเชิงรุกคือ ธุรกิจเครือข่าย หรือธุรกิจขายตรงแบบหลายระดับ
ท่ามกลางเทคโนโลยีและการดำเนินการในการตลาดเชิงรุก Jean-Jacques Lambin ชี้เน้นให้เห็นถึงด้านลบของการตลาดประเภทนี้ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนี้
การขายสินค้ามีตำหนิหรือสินค้าอันตราย
การโฆษณาคุณสมบัติของสินค้าเกินจริงผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่น่าดึงดูด
การฉ้อโกงในเรื่องราคาและเงื่อนไขการจัดส่ง
การใช้วิธีส่งเสริมการขายที่ใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมการซื้ออย่างวู่วาม
การเอารัดเอาเปรียบในการโฆษณาความทุกข์ทรมานทางร่างกาย ความวิตกกังวลหรือความกลัวของบุคคล การละเมิดบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งผิดจริยธรรมการโฆษณา
การกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปด้วยวิธีการเก็บภาษีสินค้า
Erik Jon Spoelstra ผู้สนับสนุนแนวคิดการตลาดเชิงรุกได้ให้คำแนะนำต่อไปนี้แก่นักการตลาด
แม้จะมีเงินหนามก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะต่อต้านการตลาดเชิงรุกจากคู่แข่ง
พยายามคิดแนวทางการรุกใหม่ๆในทุกโครงการการตลาด หลีกเลี่ยงการใช้สูตรสำเร็จรูป
คาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากโฆษณาของคุณว่าจะต้องประสบความสำเร็จในแง่ของยอดขาย
ลืมการเข้าถึงและความถี่ในการโฆษณาไปซะ มุ่งเน้นไปที่การเข้าคุมตลาด สิ่งสำคัญคือจำนวนผู้ซื้อไม่ใช่คนที่เข้าถึงการโฆษณา
อย่ากลัวความคิดที่อาจจะดูรุนแรงเพราะนั่นอาจจะเป็นการตลาดที่ดีที่สุด
Erik Jon Spoelstra เสนอแนะว่าการยึดมั่นในบรรทัดฐานของคุณธรรมไม่สามารถทำให้การตลาดประสบความสำเร็จได้ หากต้องการที่จะเข้าถึงคู่แข่งให้ใช้วิธีลวงทำให้เขาจมดิ่งลงไปในข้อมูลเท็จ และชักจูงลูกค้าของเขาซะ การกระทำเช่นนี้ได้เคยถูกใช้ในกรอบของการตลาดเชิงรุก ในปัจจุบันได้ถูกติ่ต้านด้วยมุมมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม
ผู้สนับสนุนแนวคิดการตลาดเชิงรุกได้มีการนำเสนอแนวทางที่สมดุลมากขึ้น เขาเห็นว่าความใกล้ชิดทางความรู้สึกกับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับพวกเขาการตลาดเชิงรุกเป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างผลกำไรอย่างรวดเร็ว แต่ยังเน้นการเติบโตและการพัฒนา การเน้นย้ำการตลาดแบบใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธหรือต่อต้านการตลาดแบบดั้งเดิม เพียงแต่เบนความสนใจไปที่แนวคิดของการตลาดแบบนอกกรอบ(Lateral marketing) มากขึ้น
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรเน้นคือ ความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่การตลาด มันเป็นเรื่องยากแม้กระทั่งกับฝ่ายขายมืออาชีพในการขายสิ่งที่พวกเขาไม่เชื่อถือหรือไม่ประทับใจ
ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิจารณ์วิธีโปรโมทสินค้าในการตลาดเชิงรุกเปรียบเทียบกับ “ความป๊อบในกระแส” ซึ่งไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หรือแม้กระทั่งผู้ที่ได้รับชมโฆษณา พวกเขาต้องการสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงและภาพโฆษณาที่ไม่หลอกลวง